เปิดใจ " ปธ.ชร.ผอ.สพท." หลังโดนกระแสกระหน่ำ " เคลื่อนไหวแก้ไขคำสั่ง คสช. เพราะหวงอำนาจ"

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 14 ธันวาคม 2560
  • เข้าดู : 65 ครั้ง

นายธนชน มุทาพร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(ผอ.สพป.)ชัยภูมิ เขต 1 ประธานชมรม ผอ.สพท.และรักษาการเลขาธิการสมาคมนักบริหารการศึกษาขี้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย (ส.บ.พ.ท.) เปิดเผยกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเคลื่อนไหวแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะหวงอำนาจ ว่า ขอชี้แจงว่าการที่ชมรมผอ.สพท.และส.บ.พ.ท.แสดงจุดยืนขอแก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่19/50 ไม่ใช่เป็นการหวงอำนาจหรือทวงอำนาจคืนมาเพราะหมดอำนาจ ตามที่หลายท่านเข้าใจ จึงขอเรียนยืนยันว่า ผอ.สพท.ไม่ได้หมดอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ไปดูมาตรา 24 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และแก้ไขเพิ่มเติม ได้เลย อำนาจของ ผอ.สพท.มี 8 ข้อ แต่พอมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 19/2560 ได้โอนอำนาจให้ ศธจ.เพียง 3 ข้อ คือรับผิดชอบในการปฏิบัติงานราชการที่เป็นอำนาจและหน้าที่ของ กศจ. และตามที่ กศจ.มอบหมาย อำนาจหน้าที่เสนอแนะการบรรจุแต่งตั้งให้ กศจ. พิจารณา อำนาจหน้าที่ประเมินและจัดทำรายงานบริหารงานบุคคลให้ กศจ.เพื่อเสนอ ก.ค.ศ. ส่วนอำนาจการพิจารณาความดีความชอบ การส่งเสริมพัฒนาครู การจัดทำทะเบียนประวัติ การจัดทำมาตรฐานคุณภาพงาน ฯลฯ ยังเป็นอำนาจของ ผอ.สพท.เหมือนเดิม

ต่อมาคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค(คปภ.) ได้มีประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560 เรื่องการวินิจฉัยของคปภ. ได้กำหนดไว้ในข้อ 6 ว่า ให้สพท.และ ผอ.สพท.ทุกคนในจังหวัด จัดทำข้อมูล (ให้คะแนนตามตัวชี้วัดหรือจัดโผการย้าย) การย้ายของข้าราชการทุกประเภท ทุกตำแหน่ง ก่อนนำเสนอคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(อกศจ.)ให้ความเห็นต่อ กศจ. พิจารณา หมายความว่าอำนาจการเสนอแนะการบรรจุแต่งตั้งที่โอนให้ ศธจ. แต่ ผอ.สพท.ก็มีส่วนร่วมในขั้นตอนนี้ ส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 100 จะเอาตามข้อมูลที่ ผอ.สพท.เสนอไป เพราะจะยึดตามหลักธรรมาภิบาล ด้วยเหตุนี้ ผอ.สพท.จึงยังมีอำนาจในการบริหารงานบุคคลเกือบทุกขั้นตอน แต่ด้วยเหตุที่ ศธจ.เป็นผู้ใช้อำนาจ มาตรา 53 แทน จึงทำให้เกิดความสับสนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา หลงเข้าใจว่า ศธจ.ก็คือผู้บังคับบัญชาอีกคนหนึ่ง จึงทำให้ประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลของผอ.สพท.และ ผอ.ร.ร.ลดประสิทธิภาพในการบังคับบัญชา กำกับ ติดตาม ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการโดยรวม ประเด็นหลักที่เป็นสาเหตุสำคัญในการขับเคลื่อนแสดงจุดยืนในครั้งนี้ เกิดจากความล่าช้าที่เกิดจากการเพิ่มขั้นตอนในการทำงาน โดยไม่จำเป็น จากเดิม 4 ขั้นตอน ก็เป็น 11 ขั้นตอนอย่างที่พวกเราทุกคนทราบดี เช่น การบรรจุแต่งตั้งครูผู้ช่วย 2-3 เดือนจึงจะได้รับเงินเดือน การออกคำสั่งย้าย เลื่อนขั้น เลื่อนวิทยฐานะล่าช้าเกินความจำเป็น ฯลฯ นายธนชน กล่าว

ประธานชร.ผอ.สพท. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองงบประมาณ และเวลาอย่างมหาศาล จากการเสียเวลาเดินทางมาราชการให้ ศธจ.ลงนามในฐานะผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 ซึ่งมีผลผูกพันในมาตราต่างๆ ในหมวดอื่นอีกเกือบ 30 เรื่อง ซึ่งเกี่ยวพันยุ่งเหยิงกันไปหมด และที่สำคัญ ศธจ.ต้องเสียโอกาสอย่างมากในการขับเคลื่อนงานแผนยุทธศาสตร์จังหวัดและการบูรณาการในหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่จังหวัด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของศธ.ในครั้งนี้ ด้วยเหตุนี้ ชร.ผอ.สพท.และส.บ.พ.ท.พร้อมภาคีเครือข่าย จึงได้ร่วมกันสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาปรับปรุงแก้ไขคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 19/60 โดยเฉพาะข้อ 13 การสะท้อนปัญหาครั้งนี้จึงอาจทำให้บางท่านที่ไม่ได้เจอปัญหาดังกล่าวโดยตรงเข้าใจว่าเป็นการแย่งชิงอำนาจกลับคืนมาซึ่งไม่เป็นความจริง ถ้าหาก ชร.ผอ.สพท.ส.บ.พ.ท.ไม่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการบริหารการศึกษาในภูมิภาคของศธ.จะไม่บรรลุตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวังไว้ ก็คงไม่สะท้อนปัญหานี้ออกมา เพราะอำนาจหน้าที่ก็ไม่ได้เสียไป มิหนำซ้ำ ไม่ต้องยุ่งยากในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของกรรมการและเลขานุการกศจ. และไม่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องคดีต่างๆ ที่เกิดจากการใช้อำนาจตามมาตรา 53 จึงอยากเรียนชี้แจงทุกท่านให้เข้าใจว่า การเคลื่อนไหวสะท้อนปัญหาในครั้งนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับการหวงอำนาจ เพราะอำนาจบังคับบัญชายังคงอยู่ แต่เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของศธ.ในภูมิภาคครั้งนี้สำเร็จตามเป้าหมายโดยเร็ว

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/766103

ร่วมแสดงความคิดเห็น