TNN ช่อง16 | โมบายแบงก์กิ้งไม่ใช่ทุกอย่างของธนาคาร

  • หมวดหมู่ : ทั่วไป วันที่ : 2 มิถุนายน 2562
  • เข้าดู : 126 ครั้ง

โมบายแบงก์กิ้งไม่ใช่ทุกอย่างของธนาคาร
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆสนับสนุนให้ไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ยกธนาคารมาไว้บนมือถือ แต่การใช้โมบายแบงก์กิ้งใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยง จะเสี่ยงอย่างไรติดตามได้จากรายงาน

ปัจจุบันนี้คงไม่มีสถาบันการเงินไหน ที่ไม่มีแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ให้สามารถทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านโมบายแบงก์กิ้ง ส่งผลให้หลายธนาคารปรับลดสาขาลงและยังคงสาขาที่ประชาชนนิยมมาใช้บริการไว้บางส่วน

นางสาวพจนี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ยอมรับว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการทำธุรกรรมการเงินผ่านสาขาลดลง 4-5% หลังจากพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป เพราะหันมาทำธุรกรรมผ่านดิจิทัลแบงก์กิ้งมากขึ้น ซึ่งในส่วนของธนาคารกรุงเทพยังไม่มีแผนที่ชัดเจน ว่าจะมีการปรับลดสาขาหรือไม่ จากปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีสาขาอยู่ทั่วประเทศทั้งสิ้น 1,100 สาขา เพราะยังมีลูกค้าส่วนหนึ่ง ที่ยังเคยชินกับการมาใช้บริการที่สาขานอกเหนือจากลูกค้าในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล การทำธุรกรรมผ่านสาขาจึงยังจำเป็นอยู่

แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้เกิดปัญหาระบบโมบายแบงก์กิ้งของธนาคารกรุงไทยหรือ Krungthai Next ขัดข้อง โดยธนาคารกรุงไทยเคยประกาศว่ากำลังเร่งเริ่มประสิทธิภาพของ Krungthai NEXT เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่ล่มเป็นช่วงๆ ติดต่อกันสองวันเต็ม ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก และได้มีการร้องเรียนผ่านเฟสบุ๊คแฟนเพจของธนาคารกรุงไทยอย่างถล่มทลาย แต่ใช่ว่าจะมีเพียงกรุงไทยเท่านั้น ธนาคารอื่นๆก็เคยเกิดปัญหานี้เช่นเดียวกัน จึงเกิดคำถามขึ้นว่า ระบบดิจิทัลแบงก์กิ้งปลอดภัยจริงหรือ

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ได้เชิญกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ KTB มาสอบถามสาเหตุของปัญหาและความคืบหน้าของการแก้ปัญหา รวมทั้งกำชับให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหานี้ พร้อมรายงานให้คณะกรรมการธนาคารและ ธปท. ทราบอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ธปท.จะดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลสถิติเหตุการณ์ระบบขัดข้องรายสถาบันการเงิน (Downtime) โดยจะเริ่มเผยแพร่ข้อมูลนี้ทาง BOT website ในเดือน ส.ค.62 ที่จะถึงนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการและเพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเลือกใช้บริการของสถาบันการเงิน

ด้านนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากที่ธนาคารต่างๆ ได้นำระบบเทคโนโลยีมาให้บริการกับลูกค้า เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ทำให้ปริมาณลูกค้า โดยเฉพาะด้าน Mobile Banking เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งที่ผ่านมา ธนาคารต้องเร่งขยายเครือข่าย เพื่อรองรับธุรกรรมต่างๆ แต่เนื่องจากอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก ทำให้ในบางช่วง โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนที่มีลูกค้าใช้บริการพร้อมกันจำนวนมาก ระบบจึงเกิดขัดข้อง ซึ่งธนาคารไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญในการดูแลเรื่องนี้เป็นอันดับแรก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อลูกค้าและประชาชน โดยล่าสุด ธนาคารได้จ้างผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทชั้นนำระดับโลก มาจัดทำแผนเร่งด่วน และแผนระยะยาว เพื่อยกระดับการให้บริการให้ดีมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เชื่อมั่นว่า จากการบูรณาการหลายๆ เรื่อง ทั้งการลงทุนด้าน IT จำนวน 19,000 ล้านบาท การมีแผนงานที่ชัดเจน การมีผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทชั้นนำระดับโลก 2-3 ราย จะช่วยยกระดับการให้บริการให้ราบรื่นมากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาขัดข้องของระบบ Mobile Banking จะลดน้อยลงแน่นอน

จะเห็นได้ว่า แม้ระบบดิจิทัลแบงก์กิ้งจะทันสมัยและสะดวกสบาย แต่ก็สามารถเกิดปัญหาได้เช่นกัน และแม้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาได้ทุกเมื่อ และยังมีข้อจำกัดในการทำธุรกรรมบางอย่าง ขณะเดียวกันเมื่อเกิดปัญหาระบบล่ม ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับธนาคารผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการรายย่อยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือร้านค้าส่วนใหญ่ที่รับชำระเงินด้วย QR Code ซึ่งภาครัฐพยายามกระตุ้นและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมไร้เงินสด แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนและผู้ใช้บริการเองจะยอมรับกับความเสี่ยงนี้หรือไม่

ที่มา TNN ช่อง16

ร่วมแสดงความคิดเห็น