" หมอธี" อึ้งพบโอนเงินตกเขียว 88 ล.เข้า 22 บัญชีเครือญาติ แนะ ร.ร.แจ้งความเพิ่ม

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 12 มีนาคม 2561
  • เข้าดู : 1,290 ครั้ง

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ศธ.โดยมีการโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี 2551-2561 เป็นเงินรวมกว่า 88 ล้านบาท ว่า นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.ได้รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีที่มีการโอนเงินกองทุนเข้าหน่วยงาน และบัญชีบุคคล พบว่า เป็นบัญชีบุคคล 22 บัญชี ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน เพราะใช้นามสกุลเดียวกัน จึงได้กำชับให้แจ้งสถานศึกษาที่ต้องได้รับเงินไปแจ้งความ เพราะถือว่ามีการยักยอกทรัพย์ รวมถึง กำชับให้ปลัด ศธ.และคณะกรรมการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกัน เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเท็จแก่คณะกรรมการกองทุนฯ โดยการนำบัญชีของญาติพี่น้องมาใส่ แอบอ้างว่าเป็นบัญชีของสถานศึกษาในการขออนุมัติเงินกองทุนจากคณะกรรมการกองทุนฯ

นพ.ธีระเกียรติกล่าวต่อว่า กรณีข้าราชการซี 8 สารภาพว่าทำเรื่องนี้คนเดียวนั้น แต่กระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริงได้เดินหน้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบกองทุนฯ ทั้ง 5 รายอย่างเข้มข้น ทราบว่าขณะนี้ 1 ใน 5 ราย ไม่มาทำงาน ก็ได้สั่งการให้ปลัด ศธ.ไปติดตาม โดยให้ตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด คาดว่าใช้เวลาไม่นาน เพราะข้อมูลต่างๆ มีอยู่แล้ว ไม่เกิน 1-2 เดือนจะได้ข้อสรุปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย และการเอาผิดทางละเมิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนการอายัดทรัพย์เจ้าของบัญชีต่างๆ เป็นอำนาจของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ซึ่งได้ประสานไปเรียบร้อยแล้ว

ผมไม่มีเป้าหมายจะยกเลิกกองทุนเสมาฯ แต่จะพิจารณาว่าวัตถุประสงค์ของกองทุนเสมาฯ สอดคล้องกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เสนอเพื่อใช้ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหรือไม่ หากสอดคล้องกัน ก็ยินดียกเงินกองทุนเสมาฯ ไปให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคฯ บริหารจัดการแทน ศธ.นอกจากนี้ ผมยังสั่งการให้ ปลัด ศธ.แจ้งไปยังผู้บริหารทุกองค์กรหลักของ ศธ.ไปตรวจสอบเงินที่จ่ายจากส่วนกลางไปยังสถานศึกษา และเด็ก ว่ามีกองทุนอะไรบ้าง และเป็นเงินในส่วนใด ซึ่ง ศธ.มีกองทุนอยู่หลายกองทุน เช่น กองทุนการศึกษาเพื่อคนพิการ กองทุนเทคโนโลยีทางการศึกษา และยังมีเงินอุดหนุนรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอีก นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นพ.ธีระเกียรติกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในส่วนของเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว ซึ่งต้องดำเนินการตรวจสอบ และไม่ใช่มีแค่ทุจริตอย่างเดียว ยังมีการจ่ายเงินอุดหนุนซ้ำซ้อน ซึ่งสำนักงานปลัด ศธ.ได้เปิดเผยตัวเลขว่ามีการจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวซ้ำซ้อนแสนกว่าคน แม้ข้อมูลที่บอกมาจะเป็นแค่การซ้ำซ้อน ยังไม่ใช่การทุจริต แต่มีโอกาสเป็นไปได้ว่าในเรื่องการซ้ำซ้อนนั้น อาจมีการทุจริตด้วย โดยจะกำชับอีกครั้งในการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.ในวันที่ 13 มีนาคมนี้ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของ ศธ. นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การทุจริตครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงกว่าซี 8 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งตนได้สั่งการให้ปลัด ศธ.ลงไปดูในรายละเอียด ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึง ผู้บังคับบัญชา ทั้งหัวหน้างาน ซึ่งเป็นคนนำบัญชีมาเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ มีส่วนรับรู้ด้วยหรือไม่ หรือว่าถูกหลอกไปด้วยกัน ต้องรอให้คณะกรรมการสืบสวนฯ แกะรอย เพื่อให้ได้ข้อมูล 100% เรื่องนี้ไม่มีมวยล้มแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ทำไมถึงการปล่อยให้มีการทุจริตต่อเนื่องนานถึง 10 ปี นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ ที่ผ่านมาเมื่อปลายทางได้รับเงิน แต่ไม่มีระบบแจ้งกลับมา หากเด็กไม่ได้รับเงินก็สอบถามมาที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เมื่อผู้รับผิดชอบรู้ว่ามีการร้องเรียนเข้ามา ก็โอนเงินไป เรื่องก็เลยจบ กลายเป็นกล่าวอ้างว่าการดำเนินงานล่าช้า ทั้งๆ ที่ความจริงเป็นการหมุนเงินมาคืน จากจุดนี้จะต้องมาวางระบบ ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ซึ่งตนก็ข้องใจเช่นกัน และจะตรวจสอบระบบการโอนเงิน ว่าทำไมเจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงสามารถโอนเงินได้มากขนาดนี้ โดยที่ไม่มีระบบตรวจสอบเลย

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นหมักหมมมานานเป็น 10 ปี ผมว่าบ้านเราต้องมีระบบที่ดีกว่านี้ในการตรวจสอบปัญหาอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าระบบจะดีอย่างไร คนก็ต้องดีด้วย ถ้าคนมีปัญหา เราก็ต้องจับได้เร็ว อย่างไรก็ตาม การพบทุจริตในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องดีในแง่มาตรการที่จะปราม ปราบ และป้องกันไม่ให้เกิดในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้หลายหน่วยงานมีมาตรการในการตรวจสอบที่กระชับขึ้น นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/873153

ร่วมแสดงความคิดเห็น