กอปศ.เดินเครื่อง ร.ร.ในกำกับรัฐ ปี" 61

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 8 มีนาคม 2561
  • เข้าดู : 1,221 ครั้ง

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ในฐานะประธานอนุกรรมการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานทางการศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้อนุกรรมการปรับปรุงโครงสร้าง ฯ ได้เชิญผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการศึกษาอย่างอิสระ จำนวน 8 แห่ง มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อถอดบทเรียนใช้เป็นแนวทางจัดทำข้อเสนอการบริหารจัดการโรงเรียนในกำกับของรัฐ ที่มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ มีอิสระในการบริหาร 4 ด้าน คือ บุคคล,วิชาการ,งบประมาณและงานทั่วไป โดยเห็นตรงกันว่าโรงเรียนควรมีอิสระ แต่ไม่ใช่แบบสุดโต่ง ไม่จำเป็นต้องอิสระใน 4 ด้าน อาจเน้นด้านใดด้านหนึ่ง โดยต้องมีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้ของบประมาณใดเพิ่ม ขอเพียงกระบวนการทำงานที่อิสระอย่างแท้จริง รวมถึงอยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)แทนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งการที่โรงเรียนมีอิสระในการบริหารนั้น สอดคล้องกับความเห็นที่ กอปศ.จัดประชุมใน 4 ภูมิภาคและข้อเสนอของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าโรงเรียนต้องมีการบริหารเป็นอิสระและยังเป็นหน่วยงานของรัฐ นพ.เฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ทั้ง8โรงเรียนที่เชิญมาร่วมให้ข้อคิดเห็นมีความหลากหลายตั้งแต่โรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียน 60 คนไปจนถึงโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียน 2,300 คน แต่สามารถบริหารจัดการโรงเรียนได้อิสระภายใต้ข้อจำกัดทั้งทรัพยากร งบประมาณ และการปฏิบัตินโยบาย ซึ่งปัจจัยที่ทำให้โรงเรียนเหล่านี้ประสบความสำเร็จ คือ การสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมตรวจสอบและคัดกรองนโยบายที่ใน 1 ปีมีนโยบายส่วนกลางถาโถมสู่โรงเรียนนับพันโครงการ โดยจะเลือกทำนโยบายที่ทำให้เกิดประโยชน์แก่เด็กมากที่สุด แต่ถ้าเด็กได้ประโยชน์น้อยก็จะไม่ทำ จุดนี้ถือว่าเป็นความสำเร็จ ซึ่งสะท้อนว่าส่วนกลางส่งนโยบายถี่เกินไป ยิ่งเป็นรัฐบาลการเมือง เมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการศธ. ก็จะมีการเปลี่ยนนโยบายส่งไปยังโรงเรียนให้รับไปทำ นอกจากนี้ ผู้บริหารก็ต้องมีภาวะผู้นำ สามารถกล้าคิดและตัดสินใจจะให้เกิดความสำเร็จ

สำหรับเรื่องที่โรงเรียนต้องการความอิสระมากที่สุด คือ อิสระด้านวิชาการ ให้โรงเรียนสามารถเลือกตำราเรียน กำหนดชั่วโมงการสอนตามภูมิสังคม โดยไม่กระทบกับหลักสูตรแกนกลาง รวมถึงอิสระด้านงบประมาณ ระเบียบที่ยืดหยุ่นผ่อนคลายไม่บีบรัดเกินไปหรือกำหนดให้ต้องทำแบบเสื้อโหล และต้องการอิสระในการคัดเลือกครู การพิจารณาความดีความชอบ วิทยฐานะที่มุ่งเรื่องขวัญกำลังใจ ไม่ผูกกับเรื่องคุณภาพ ซึ่งตรงนี้จะต้องคุยให้ชัดเจน แต่ที่ไม่ยุ่งเลยคือเรื่องเงินเดือนครู รวมถึง มีข้อเสนอด้วยว่าอยากให้คัดเลือกกรรมการสถานศึกษาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารโรงเรียน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลต่างๆจะนำไปสู่การจัดหลักเกณฑ์ยืดหยุ่นเพื่อรองรับโรงเรียนในกำกับของรัฐให้ชัดเจน เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนอื่นๆที่มีความจำเป็นที่ต้องบริหารงานอย่างมีอิสระ ซึ่งข้อเสนอของ กอปศ.ไม่ใช่การบังคับ แต่เน้นความสมัครใจ ซึ่งโรงเรียนต้องคุยกับครู บุคลากร ผู้ปกครอง และชุมชน ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องรับผิดรับชอบด้วยว่าถ้าเข้ามาเป็นโรงเรียนในกำกับจะสามารถพัฒนาได้มีประสิทธิภาพได้ตามเป้าหมาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวด้วยว่าการดำเนินการเรื่องนี้ให้คำนึงถึงโรงเรียนที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลพัฒนา แต่ที่ผ่านติดขัดระเบียบราชการ เพราะฉะนั้น โรงเรียนที่จะเข้ามาเป็นโรงเรียนในกำกับ จะมีทั้งกลุ่มโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมและต้องส่งเสริมให้ไปสู่คุณภาพที่สูงขึ้น มาตรฐานสากล กลุ่มโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดเล็กพื้นที่ทุรกันดาร ชายขอบก็อาจใช้วิธีการรวมกลุ่มได้ เช่น โรงเรียนขนาดเล็ก 5 โรงที่ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ คาดว่าจะเริ่มนำร่องในปีการศึกษา 2561 นี้ โดยใช้กฎหมายเดิมที่มีอยู่มาดำเนินการ ควบคู่ไปกับการยกร่าง พ.ร.บ.โรงเรียนในกำกับของรัฐ พ.ศ เพื่อรองรับในระยะยาว โดยตามกระบวนการต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี นพ.เฉลิมชัยกล่าว

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/866837

ร่วมแสดงความคิดเห็น