คุรุสภาตั้ง กก.สืบฯครูปรีชา เข้าข่ายไม่เป็นแบบอย่างที่ดี-ไม่มีวินัย

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 3 มีนาคม 2561
  • เข้าดู : 2,215 ครั้ง

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสถาการศึกษา (สกศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา แถลงข่าวกรณีศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับนายปรีชา ใคร่ครวญ ครูโรงเรียนเทพมงคลรังษี จ.กาญจนบุรี และนางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น ใน 4 ข้อหา ประกอบไปด้วยแจ้งความเท็จ, ให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนทำให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา, แกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนัก และแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้น ว่า ครูปรีชามี 2 สถานะ คือ อยู่ภายใต้พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อีกสถานะเป็นสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กับทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งมีกฎหมายกำกับดูแลที่เรียกว่าจรรยาบรรณวิชาชีพตามพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ซึ่งกำหนดข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีโทษตั้งแต่การตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตฯ และเพิกถอนใบอนุญาตฯ

ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า กรณีครูปรีชา สามารถกล่าวหากล่าวโทษได้กรณีที่เป็นข่าวทางหนังสือพิมพ์ โดยทางคุรุสภาได้หารือกับเจ้าหน้าที่จรรยาบรรณ พบว่ามี 4 ข้อกล่าวหาของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่เป็นข้อสรุป และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ยังไม่ทราบว่าหวยเป็นของใคร ดังนั้นทางคุรุสภา จะไปดูว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดใด ซึ่งเท่าที่ดู เบื้องต้นยังไม่พบความผิดที่เข้าข่ายข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ คือ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ค้าประเวณี พฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการกระทำล่วงละเมิดทางเพศทั้งต่อนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาและบุคคลอื่น ถูกฟ้องคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หรือทุจริตต่อหน้าที่มีโทษ ตั้งแต่การตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตฯ และเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งหากผิดในกรณีทั้งหมดนี้ เลขาธิการคุรุสภาสามารถเสนอพักใช้ใบอนุญาตฯ ชั่วคราวได้ 60 วันทันที

กรณีครูปรีชาเมื่อผมได้ทราบข่าว ได้หารือกับสำนักจรรยาบรรณวิชาชีพและนิติการ ว่าเข้าข่ายความผิดใด ซึ่งครูปรีชายังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่ได้ถูกตัดสิน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 ข้อหาเท่าที่ดูแม้ศาลตัดสินแล้ว ก็ยังไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ไม่ถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาตฯ แต่จะไปเข้าข่ายในเรื่องการประพฤติตนไม่เป็นแบบอย่าง ไม่มีวินัย ดั้งนั้นจะใช้อำนาจเลขาธิการคุรุสภา ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ควบคู่ไปกับพิจารณาของศาล ทั้งนี้หากคณะกรรมสืบสวนฯ พบว่า ข้อกล่าวหามีมูล จะเสนอต่อคณะกรรมการคุรุสภา ที่มีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการศธ.เป็นประธาน พิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน ดังนั้นผมจะกำชับให้ทางคณะกรรมการสืบสวนฯลงพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า นายสมศักดิ์กล่าว

ด้านนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะต้องรอคำสั่งศาล และนำคำสั่งศาลมาพิจารณาว่ามีความผิด ขาดคุณสมบัติความเป็นครูหรือไม่ ซึ่งหากมีความผิดร้ายแรงถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตฯ ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติความเป็นครูโดยอัตโนมัติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า สพฐ.ในฐานะต้นสังกัดสามารถตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ควบคู่กับการพิจารณาของศาล ได้หรือไม่ นายบุญรักษ์ กล่าวว่า คงยังไม่ถึงขั้นนั้น ต้องรอให้คำตัดสินของศาลเป็นที่สิ้นสุดก่อน

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/861076

ร่วมแสดงความคิดเห็น