สรุปชัดเจนกระทรวงอุดมฯไม่ฮุบ วท.

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 11 กันยายน 2560
  • เข้าดู : 20 ครั้ง

คณกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ถก พิจารณาร่าง พ.ร.บ.อุดมศึกษา สรุปชัดเจนกระทรวงอุดมฯ ไม่ยุบ รวม กระทรวงวิทย์ฯ ด้าน หมอจรัส โยนให้รัฐบาลตัดสิน

วันนี้ (11 ก.ย.) ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เมื่อเร็ว ๆนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเกี่ยวกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา และ การรวมพันธกิจงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามารวมไว้ในกระทรวงการอุดมศึกษา โดยเห็นตรงกันว่า มีความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องมีกระทรวงการอุดมศึกษา เพราะบทบาทของการอุดมศึกษากว้างกว่าการให้การศึกษา แต่ยังมีภารกิจเพื่อผลักดันการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงควรมีบทบาทเรื่องการวิจัยและนวัตกรรมด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเรื่องการผลักดันประเทศไทย 4.0 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแยกออกมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา เพื่อจะได้ให้ความสำคัญกับภารกิจดังกล่าวอย่างเต็มที่

“บทบาทด้านการวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวงการอุดมศึกษานั้น คณะอนุกรรมการฯได้พิจารณาเฉพาะในส่วนที่เป็นของอุดมศึกษา เพื่อปลุกกระแสให้มหาวิทยาลัยตื่นตัวในการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มข้นมากขึ้น ไม่ได้พิจารณากว้างไปถึงงานวิจัยและนวัตกรรมที่อยู่ในส่วนของกระทรวงอื่น จึงมีข้อสรุปชัดเจนว่า ไม่กระทบกระเทือนเรื่องการไปฮุบงานวิจัยและนวัตกรรมของชาติเข้ามารวมอยู่ในกระทรวงการอุดมศึกษา หรือนำกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.)มารวมไว้ในกระทรวงการอุดมศึกษาแต่อย่างใด ดังนั้นคณะอนุกรรมการฯจะประชุมอีกครั้งในวันที่13ก.ย.นี้ เพื่อจัดทำเอกสารสรุปรายละเอียดเสนอรัฐบาล”ศ.นพ.จรัส กล่าวและว่า ส่วนการพิจารณาว่าจะมีกระทรวงวิจัยและอุดมศึกษาหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของรัฐบาล

ด้าน ศ.นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา กล่าวว่า ถือว่าได้ข้อยุติแล้วว่า กระทรวงการอุดมศึกษาจะดูแลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาทั้งหมด เช่น งานวิจัยและนวัตกรรมที่หน่วยงานหรือกระทรวงอื่นทำร่วมกับมหาวิทยาลัย เป็นต้น ส่วนงานวิจัยและนวัตกรรมเฉพาะของกระทรวงอื่นก็ให้เป็นเรื่องที่แต่ละกระทรวงดูแลกันเอง อย่างไรก็ตามหลังจากคณะอนุกรรมการฯสรุปเรื่องเสนอรัฐบาล แล้วจะต้องนำเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช. )เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนด้วย

 

 

ที่มา: https://www.dailynews.co.th/education/597521

ร่วมแสดงความคิดเห็น