ต้องใช้แต้ม ม.ปลาย!! อดีตเลขาฯ กกอ.หนุนใช้ " เคลียริ่งเฮาส์" 2 รอบ แต่ต้องใช้คะแนน ม.ปลายกันเด็กทิ้งห้อง-สกัดกวดวิชา

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 28 สิงหาคม 2559
  • เข้าดู : 545 ครั้ง

IMG_3347

นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และผู้แทนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เรื่องระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมหารือถึงแนวคิดในการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีการอภิปรายถึงระบบปัจจุบัน ที่ทำให้เด็กต้องวิ่งรอกสอบ รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเด็กที่มีฐานะดีจะมีโอกาสสูงกว่าเด็กที่มีฐานะด้อยกว่า ซึ่งที่ประชุมมีข้อสรุปว่าจะต้องมีการปรับระบบการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ในปีการศึกษา 2561 เนื่องจากปีการศึกษา 2560 มหาวิทยาลัยได้มีการประกาศปฏิทินการจัดสอบไปแล้ว โดยระบบใหม่จะจัดช่วงเวลาการสอบเพื่อนำคะแนนไปใช้ในการเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา หลังเด็กได้เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ซึ่งจะอยู่ประมาณกลางเดือนมีนาคม และหลังจากนั้นจะเปิดมหกรรมการสอบทั้งการสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) การสอบวิชาความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) และการสอบวิชาสามัญ 9 วิชาซึ่งเป็นวิชาที่ใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยจะใช้เวลาในการจัดสอบวิชาต่างๆ ประมาณ 6 สัปดาห์-2 เดือน โดยที่จะไม่ยอมให้มีการเปิดสอบรับตรงนอกห้วงเวลานี้ เพื่อลดปัญหาการวิ่งรอกสอบ

นพ.กำจรกล่าวต่อว่า หลังจากเด็กทราบคะแนนของตนเองแล้ว จะเปิดให้เด็กเลือกสาขาวิชาที่ต้องการเข้าเรียนได้ 4 อันดับ เมื่อเด็กเลือกแล้ว มหาวิทยาลัยจะคัดเลือกเด็กตามลำดับคะแนน และแจ้งผลการคัดเลือกกลับมาที่ส่วนกลางเพื่อเข้าสู่ระบบเคลียริ่งเฮาส์ ซึ่งจะมีทั้งหมด 2 รอบ โดยรอบแรก เมื่อเด็กยื่นคะแนนไปยังมหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยจะส่งชื่อเด็กที่ผ่านการคัดเลือกเข้าระบบเคลียริ่งเฮาส์ และแจ้งกลับไปยังเด็กว่าได้รับการคัดเลือกกี่แห่ง และจะเลือกเรียนตามลำดับที่สอบได้หรือไม่ ซึ่งหากเด็กยังไม่พอใจในคณะ/สาขาที่สอบได้ ก็สามารถนำคะแนนไปเข้าในระบบเคลียริ่งเฮาส์รอบที่ 2 ได้ ทั้งนี้ หากเด็กเลือกเข้าเรียนในคณะที่สอบได้ในรอบแรกแล้วจะถูกตัดสิทธิออกจากการเคลียริ่งเฮาส์รอบที่ 2 ทันที และหากเดินหน้าใช้ระบบรับตรงกลางร่วมกันจะไม่อนุญาตให้มหาวิทยาลัยไปเปิดรับตรงเอง หากจะให้เปิดรับก็ต้องมีเหตุผลที่ดีมาชี้แจงให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.รับทราบ

การรับเด็กในระบบนี้จะเรียกว่าการรับตรงกลางร่วมกันซึ่งจะให้เด็กสอบรอบเดียว แต่สามารถนำคะแนนมาเข้าสู่ระบบเคลียริ่งเฮาส์ได้ 2 รอบ ซึ่งคิดว่าจะสามารถรับเด็กเข้าเรียนได้ประมาณ 90% ส่วนที่เหลืออีก 10% เด็กสามารถไปสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ยังมีที่นั่งว่างได้โดยตรงอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น อนาคตก็ไม่จำเป็นต้องมีระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์กลางอีกต่อไป ทั้งนี้ อาจจะดูเหมือนกลับไปทำระบบคล้ายกับเอ็นทรานซ์ แต่ระบบนี้เด็กจะรู้คะแนนล่วงหน้า เมื่อรู้คะแนนของตัวเอง เด็กก็จะสามารถประมาณตนได้ว่าจะไปแข่งกับใคร ในหลักสูตรใด นพ.กำจรกล่าว

นายภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า ระบบเคลียริ่งเฮาส์ 2 รอบที่เสนอ เหมือนระบบของ UCAS ของอังกฤษ แต่ต่างกันที่ของใช้ผลการเรียนทั้งหมด ไม่มีการสอบใหม่ ส่วนระบบการสอบเอาคะแนนไว้ก่อนแล้วมาเลือกที่เรียนทีหลัง ก็เหมือนระบบที่ประเทศไทยเคยใช้เมื่อประมาณปี 2540 แต่ช่วงนั้นให้เลือกได้ครั้งเดียว ถ้าให้เลือกได้ 2 ครั้งแบบที่เสนอก็จะดีขึ้น แต่ข้อเสียของระบบที่เสนอนี้ คือถ้าไม่เอาผลการเรียนเข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย เด็กจะไม่สนใจห้องเรียน โดยจะทิ้งการเรียนเหมือนเดิม การกวดวิชา 9 วิชา กับ GAT และ PAT จะยิ่งเข้มข้นยิ่งขึ้น โรงเรียนกวดวิชายิ้มแน่นอน และข้อหาที่ว่าระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทำลายการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซ้ำร้ายอาจรุนแรงกว่าเดิม ที่ดีขึ้นมาหน่อยตามที่คิดจะแก้ไขนี้ คือลดการวิ่งรอกสอบของเด็กเท่านั้นเอง

แต่การเปิดประเด็นไว้ว่าหากมหาวิทยาลัยมีเหตุผลพิเศษจริงๆ ก็ให้ทำได้นั้น ยังเป็นเรื่องที่น่าวิตกสำหรับสังคมไทย เพราะมหาวิทยาลัยจะหาเหตุผลขึ้นมาได้เสมอ เพราะการที่มีการสอบตรงในปัจจุบัน ก็เป็นอ้างเหตุผลพิเศษทั้งหลายที่ไปสรรหากันมาอ้างนั่นแหละ นายภาวิชกล่าว

 

ที่มา http://www.matichon.co.th/news/262637

ร่วมแสดงความคิดเห็น