"บิ๊กโจ๊ก" รวบ 6 ผู้ต้องหาแก็งทัวร์เถื่อน

  • หมวดหมู่ : ทั่วไป วันที่ : 16 เมษายน 2561
  • เข้าดู : 21 ครั้ง

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 16 เม.ย.2561 ที่ห้องประชุม กก.1 บก.ทท.1 สนามศุภชลาศัย ถนนพระรามที่ 1 กรุงเทพฯ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.พร้อมด้วยพล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท. 1

พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา รองผบก.ทท.1 พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ.

ร่วมกันแถลงผลการจับกุม น.ส.ธัญญรัศม์ สารสังวาล อายุ 31 ปี ,น.ส.ณวนัส โพธิ์สุข อายุ 34 ปี ,น.ส.ขวัญฤทัย มนต์แก้ว อายุ 22 ปี ,นางสาวสถาพร ทองพรหม อายุ 36 ปี,น.ส.ธนิภา กัณหาชาติ อายุ 39 ปี และน.ส.มลฑาทิพย์ พลอยประภัสมุข อายุ 42 ปี

ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสตูลที่ จส.78-83/2561 ลงวันที่ 11 เม.ย ในฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และประกอบธุรกิจนำเที่ยวกระทำการอันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นักท่องเที่ยว ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับธุรกิจนำเที่ยว หรือตามที่ได้โฆษณาหรือชี้ชวนไว้ หรือตาม พระราชบัญญัติควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 แก้ไข พ.ศ. 2559

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 44 ราย แจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เกาะหลีเป๊ะ ว่าได้รับความเสียหายจากกรณีซื้อแพ็กเกจทัวร์ 3 วัน 2 คืนจากบริษัทไทยอัลฟ่า อันดามัน จำกัด เพื่อท่องเที่ยวที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งเมื่อจ่ายเงินไปแล้ว กลับไม่ได้ไปท่องเที่ยวได้จริงตามที่กล่าวอ้างเอาไว้

ก่อนที่ต่อมาจะพบว่า มีผู้เสียหายที่ถูกหลอกในลักษณะเดียวกัน มีจำนวนรวมกว่า 1,600 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีผู้เสียหายเข้ามาพบตำรวจแล้ว จำนวน 200 ราย จนนำไปสู่การออกหมายจับนายถาวร ไกรแก้ว อายุ 51 ปี และนายประทีป แก้วนนท์ อายุ 43 ปี และพวกอีก 6 ราย ในฐานความผิดประกอบธุรกิจนำเที่ยวกระทำการอันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่นักท่องเที่ยว ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับธุรกิจนำเที่ยวหรือตามที่ได้โฆษณาหรือชี้ชวนไว้ หรือตามพระราชบัญญัติควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 แก้ไข พ.ศ. 2559

อย่างไรก็ตามตำรวจท่องเที่ยวได้จับกุมนายถาวรได้เมื่อวันที่ 26 มี.ค. รวมทั้งเมื่อคืนที่ผ่านมาสามารถจับกุมกรรมการบริษัทอีก 6 รายได้ ซึ่งเหลือเพียงนายประทีป แก้วนนท์ ผู้จัดการบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสำคัญที่อยู่ระหว่างหลบหนี และอยู่ระหว่าง การติดตามจับกุมตัว

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้จากการสอบปากคำผู้ต้องหา บางส่วนให้การรับสารภาพและปฏิเสธ พร้อมซักทอดไปยังนายประทีป จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนและมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งในเบื้องต้นได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าเงินมีการเข้าออกบัญชีของนายถาวร ทั้งหมด

โดยจากแนวทางการสืบสวนพบว่าบริษัทดังกล่าวมีนายถาวรเป็นเจ้าของบริษัท ส่วนนายประทีป ผู้ต้องหารายสำคัญ ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ ทั้งนี้จากการตรวจสอบประวัติของนายประทีป พบว่าเมื่อปี 2557 เคยก่อเหตุในลักษณะนี้ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้จัดการบริษัทกระบี่ภูพระนางรีสอร์ท และถูกตำรวจท่องเที่ยวจับกุม ก่อนที่จะพ้นโทษออกมาก่อเหตุอีกครั้ง นอกจากนี้ยังพบว่ามีหมายจับข้อหาฉ้อโกงประชาชนติดตัวจำนวนมาก และเป็นที่ต้องการตัวของตำรวจอย่างมาก จึงฝากว่าใครมีเบาะแสให้รีบแจ้งมาได้ทันที

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้มีประชาชนตกเป็นเหยื่อได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน พร้อมหามาตรการในการเยียวยาผู้เสียหาย เพื่อเฉลี่ยทรัพย์คืนให้ทั้งหมด โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผบ.ตร. เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งหลังจากนี้ได้ตั้ง ศปก.เพื่อรับเรื่องราวร้องเรียนกรณีดังกล่าวที่กก.1 บก.ทท. 1 ซึ่งผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบสามารถมาแจ้งความได้ทันที

ด้านน.ส.เบ็ญจพร หรือแก้ว ขอสงวนนามสกุล อายุ 37 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนและเพื่อนรวม 5 คนต้องการไปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ จึงหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต กระทั่งพบบริษัทนำเที่ยวดังกล่าว จดทะเบียนถูกต้องโดยมีผู้ติดตามเพจกว่า 1.5 แสนคน มีคนที่เคยไปมาแสดงความเห็นหลังซื้อทัวร์กว่า 100 รีวิว ทำให้มั่นใจ ตัดสินใจซื้อทัวร์ที่จัดโปรโมชั่นเที่ยวเกาะหลี่เป๊ะ จ.สตูล ซื้อ 1 แถม 1 ในราคา 7,990 บาท ทริป 3 วัน 2 คืน รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตนไปกัน 5 คน จ่ายเงินไปประมาณ 20,000 บาท กำหนดเที่ยว 23-25 มี.ค.

เมื่อเดินทางมาถึง มีรถตู้มารับ-ส่งที่สนามบิน ไปส่งขึ้นเรือข้ามเกาะ ระหว่างทางจึงดำน้ำ เกาะไข่ กระทั่งทางที่พักโทรมาสอบถาม ทำให้ทราบว่า บริษัทดังกล่าว ยังไม่ทำการชำระค่าที่พัก จึงไม่สามารถให้เข้าพักได้ ทางกลุ่มตน 5 คน ต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน ทั้งค่ารถตู้ ค่าเรือ ค่าดำน้ำ และที่พัก อีกรวมเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 23,000 บาท รวมเงินที่จ่ายทั้งหมดประมาณ 43,000 บาท วันเดียวกันก็พบผู้เสียหายอีก 5 กลุ่มรวม 44 คน ซึ่งถูกลอยแพจากทัวร์เดียวกัน

เมื่อติดต่อบริษัท มีพนักงานรับสายและบอกว่าเจ้าของบริษัทและกรรมการปิดบริษัทหนีไปแล้ว ทางพนักงานเองก็ไม่ได้รับค่าจ้าง ตนจึงโทรหานายถาวร เจ้าของบริษัท ตอบเพียงว่าหมุนเงินไม่ทัน ขอให้สำรองจ่ายไปก่อน แล้วจะหาเงินมาคืน พวกตนจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความที่สภ.เกาะหลีเป๊ะ พร้อมขอบคุณตำรวจทท. ที่ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาได้ รวมถึงผู้ประกอบการชาวบ้านที่ช่วยเหลือขณะไปที่เกาะ รู้สึกประทับใจจะไปเที่ยวอีก เพราะเกาะหลี่เป๊ะ น่าเที่ยว แต่ผิดที่ทางบริษัทดังกล่าว

ทั้งนี้น.ส.เบ็ญจพร หรือแก้ว ได้มอบช่อดอกไม้ให้กับพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เพื่อแสดงความขอบคุณ ที่ดำเนินการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งติดตามผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมกันหลอกลวงประชาชนมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้

---***----

ที่มา คมชัดลึกออนไลน์ - ข่าวอาชญากรรม

ร่วมแสดงความคิดเห็น