แฉวัฒนธรรม ร.ร.เอื้อคุกคามทางเพศ ด.ช.ถูกล่วงละเมิด 1 ต่อ 6-ด.ญ. 1 ต่อ 4

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 6 กุมภาพันธ์ 2561
  • เข้าดู : 9,637 ครั้ง

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอรรถพล อนันตวรสกุล นักวิชาการด้านการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวตอนหนึ่งในการจัดเวทีเสวนาเรื่อง ปัญหา หรือตัณหา : ธรรมาภิบาลกับเรื่องเพศในโรงเรียน ว่า โรงเรียนเป็นสังคมจำลอง ที่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจนิยมระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงปรากฏให้เห็น เช่น เด็กถูกกระทำจากผู้บริหาร เด็กถูกกระทำจากครู ทั้งที่เด็กควรได้รับการดูแลอย่างดี และใกล้ชิด จากสถานที่ที่ได้รับความไว้ใจว่าสามารถปกป้องดูแลฟูมฟักเด็กได้ ขณะเดียวกันเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ข้อระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ก็ตั้งกรรมการที่เป็นข้าราชการด้วยกันสอบกันเอง โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้มีส่วนรวมในการสอบสวน แต่กลับถูกให้เก็บเงียบ ไม่มีสัญญาณเชิงบวกที่จะแก้ปัญหา หรือทำให้ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เรื่องประเด็นกฎหมายเท่านั้น แต่วัฒนธรรมภายในโรงเรียน ยังคงเอื้อให้เกิดปัญหาการคุกคามทางเพศที่ยังคงมีต่อเนื่อง เป็นปัญหาที่ซุกใต้พรม ความสัมพันธ์ชายหญิง เรื่องเพศในโรงเรียน เพียงแค่การหยอกล้อ ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกันได้ กระทั่งการถูกเนื้อต้องตัว นัดพบระหว่างครูกับเด็ก เด็กกับเด็ก จนถึงการมีพื้นที่ออนไลน์ หรือพื้นที่ส่วนตัว เป็นโจทย์ท้าทายที่ยังค้นหาคำตอบ

กระแสเหล่านี้ยังอยู่ในโรงเรียน หากเด็กพบสถานการณ์เหล่านี้ จะหันไปพึ่งใคร โรงเรียนจะเทคแอคชั่นได้แค่ไหน รวมถึง มาตรการทางสังคมจะทำอย่างไร ที่สังคมยังมองเรื่องเหล่านี้แล้วนำไปซุบซิบนินทา เป็นการกระทำซ้ำที่ทำให้ผู้ถูกกระทำต้องปิดเงียบ ไม่กล้าที่จะออกมาเผชิญ หรือเผยความจริง มาตรการสอบสวนก็ไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้ส่งเสียง นายอรรถพล กล่าว

นายอรรถพลกล่าวต่อว่า จะเห็นได้ว่าในช่วง 5 ปี มีสถิติเด็กถูกกระทำทางเพศ และเกิดการฟ้องร้องเพียง 53 รายเท่านั้น แต่ที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวมีอีกหลายเท่า จากสถิติในระดับนานาชาติ พบว่า มีเด็กผู้ชายถูกล่วงละเมิดทางเพศถึง 1 ใน 6 ขณะที่เด็กผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศ 1 ใน 4 แต่ที่ไม่กล้าเปิดเผย และถูกเก็บเงียบอีกเท่าไหร่ ไม่เฉพาะเด็กผู้หญิงที่ถูกกระทำ แต่เด็กผู้ชายที่ถูกกระทำก็มีไม่น้อย เพียงแต่ยังส่งเสียงออกมาได้น้อย เนื่องจากผู้ชายถูกสอนให้ต้องเข้มแข็ง รวมถึง เด็กกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่น่าห่วงเมื่อเด็กเหล่านี้ถูกกระทำ จะกลายเป็นลูกโซ่ที่จะส่งต่อการถูกกระทำเหล่านั้นไปทำกับบุคคลอื่น หรือคนใกล้ตัว ดังนั้น เป็นโจทย์สำคัญถึงกระบวนการจัดการในโรงเรียน ที่จะต้องจัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการดำเนินตามกฎกติกา ตามกฎหมาย ที่จะต้องให้ความเป็นธรรม และปกป้องผู้ถูกกระทำ แต่รวมถึงการสร้างค่านิยมในการเคารพสิทธิระหว่างชายหญิง

นางปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า คำตอบของเรื่องนี้ คือตัณหาที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคม ซึ่งนำกฎหมายไปใช้ในทางปฏิบัติไม่ได้ ทั้งนี้ ฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน แบ่งเป็น 4 ประเด็น คือ ข่มขืนกระทำชำเรา ความผิดกระทำชำเรา อนาจาร และพรากผู้เยาว์ มีโทษตามลำดับ ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่า กฎหมายเองต้องการที่จะคุ้มครองผู้เยาว์ ดังนั้น จึงกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 258 กรณีที่กระทำต่อผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี แม้จะยินยอม ก็ถือว่ามีความผิดชัดเจน กระทำต่อผู้สืบสันดาน ศิษย์ ซึ่งอยู่ในความดูแล อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการ หรือผู้อยู่ในความปกครอง ในความพิทักษ์ หรือในความอนุบาล ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ 1 ใน 3 และถือเป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความได้

คดีทางเพศเป็นคดีที่ยากมากในการดำเนินคดี เพราะผู้ถูกกระทำมีความกลัว มีความอาย ที่จะถูกสังคมมองว่าแปดเปื้อน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเด็กเท่านั้น แม้กระทั่งผู้ใหญ่เองก็รู้สึกเช่นนี้ หรือแม้กระทั่งการหาพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดก็ทำได้ยาก เพราะเป็นเรื่องที่เกิดในที่ลับ และเกิดขึ้นในร่างกายเนื้อตัว ทำให้ง่ายลงก็ไม่ได้ เพราะการดำเนินคดีอาญาเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน ดังนั้น จึงต้องมีกระบวนการพิสูจน์ความยุติธรรมที่เป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ตอนนี้สื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นศาลน่ากลัวที่สุด เพราะตัดสินทันที ทั้งผู้ถูกกล่าวหา และผู้ถูกกระทำ ที่เสียชื่อเสียงทันที มีการเปิดเผยตัวตน จึงเป็นเรื่องที่ต้องมาคิดว่า ทำอย่างไรที่จะไม่ให้มีการเปิดเผยตัวตน นางปารีณา กล่าว

นางจิตติมา ภานุเตชะ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง กล่าวว่า ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ เป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย บางเรื่องเกิดจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ซึ่งหากเกิดปัญหานี้ในโรงเรียน ลำดับแรกเด็กจะเล่าให้เพื่อนฟัง ถัดมาคือพ่อแม่ และครู ซึ่งตรงนี้จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยังไม่มีหน่วยงานที่จะดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีแต่ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (ฉก.ชน.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เข้ามาดูแล แต่ก็เป็นภาพรวม และทำให้เห็นวิธีการแก้ปัญหาที่ต้องร้องเรียนผ่านส่วนกลาง ก่อนส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแก้ไข ซึ่งอาจไม่ทัน ดังนั้น การที่จะแก้ปัญหาเรื่องเพศ จะต้องทำ 3 ระบบให้เกิดขึ้น คือ 1.จัดทำหลักสูตรไม่เฉพาะการสอนเรื่องเพศศึกษา แต่จะต้องมีการสอนให้มีความฉลาดรู้เรื่องเพศ 2.จัดสภาพแวดล้อมที่มีช่องทางที่จะรับฟังปัญหาเด็ก แช่นครูที่ที่สามารถเป็นที่พึ่งได้ และ 3.ดึงผู้ปกครอง ชุมชน เป็นเครือข่ายในการดูแลปกป้องเรื่องเหล่านี้ด้วย

เราต้องการความกล้าหาญทางนโยบายที่ชัดเจน ที่จะออกนโยบายให้หน่วยงาน สังคมในการพัฒนาศักยภาพในการดูแลเรื่องนี้อย่างมีทิศทาง ส่วน ศธ.ทำหน้าที่ในการสนับสนุนงบประมาณในลงทุนสร้างระบบที่จะคุ้มครองเด็ก นางจิตติมา กล่าว

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/831320

ร่วมแสดงความคิดเห็น